จากรุ่นสู่รุ่น! ฮิเดยูกิ โอฮาชิ บุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความสําเร็จของอิโนเอะ

 จากรุ่นสู่รุ่น! ฮิเดยูกิ โอฮาชิ บุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความสําเร็จของอิโนเอะ
Digiqole ad

หากจะถามว่านาทีนี้ใครคือกำปั้นเบอร์ 1 ของเอเชีย เราก็คงต้องตอบว่านักมวยจากโพ้นจากทะเลบุตรแห่งพระอาทิตย์ “นาโอยะ อิโนเอะ” เจ้าของแชมป์โลก 2 สถาบัน ที่เฉิดฉายมากบนสังเวียนโลกอยู่ในขณะนี้ ซึ่งคนสำคัญที่ทำให้กำปั้นรายนี้ประสบ ความสําเร็จจนกลายเป็นยอดมวยเบอร์ 2 ของโลก คืออดีตแชมป์โลกรุ่นพี่อย่าง ฮิเดยูกิ โอฮาชิ 

ยอดมวยวัย 27 ปี ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติด้วยสไตล์การชกที่ดุดันแถมมีไอคิวมวยสูงเก่งทั้งบุ่นและบู๊ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเขาคือ 1 ในนักมวยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “เดอะ มอนสเตอร์” คือ ฮิเดยูกิ โอฮาชิ อดีตแชมป์โลกรุ่น มินิมั่มเวท 2 สถาบัน WBA และ WBC 

    เมื่อเราพูดถึงยอดมวยจากแดนปลาดิบเรามักจะนึกถึง ไฟต์ติ้ง ฮาราดะ (มาซาฮิโระ ฮาราดะ), จิโร่ วาตานาเบ้, ฮิโรยูกิ เอบิฮาระ, โฮซูมิ ฮาเซงาวะ และ คุนิอากิ ชิบาตะ ทว่าชื่อนึงทีค่หายไปจากลิสต์นั้นก็คือ  ฮิเดยูกิ โอฮาชิ ซึ่งน่าจะเป็นที่รู้จักกันดีในระดับโลกในฐานะโปรโมเตอร์มากกว่าการเป็นยอดนักชก จากรุ่นสู่รุ่น! "ฮิเดยูกิ โอฮาชิ" บุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความสําเร็จของอิโนเอะ จากรุ่นสู่รุ่น! ฮิเดยูกิ โอฮาชิ บุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความสําเร็จของอิโนเอะ

     ในฐานะโปรโมเตอร์เขาเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของญี่ปุ่นในตอนนี้จากการที่เขาได้บ่มเพาะนักชกรุ่นต่อไปสู่การการเป็นยอดมวยในอนาคต

    กล่าวได้ว่า โอฮาชิ เป็นนักชกที่ยอดเยี่ยมในช่วงปลายยุค 80 จนถึงต้น 90 โดยอดีตแชมป์โลกชาวญี่ปุ่นเคยชกทั้งหมด 24 ครั้ง ชนะ 19 (น็อก 12) แพ้ 5 (แพ้น็อก 3)  คว้าชัยทั้ง 19 ครั้งของเขาเป็นการชนะน็อกถึง 12 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย เมื่อมาลองคิดเป็นเปอร์เซ็น โอฮาชิ มีอัตราน็อกคู่ต่อสู้ได้ถึง 50%      
     
    โอฮาชิ เกิดเมื่อปี 1965 ในเมือง โยโกฮาม่า จังหวัด คานากาว่า จากนั้นเขาก็มีความสนใจการการเป็นนักมวยโดยเริ่มต้นจาการเป็นนักมวยสมัครเล่นและเขาทำได้ดีเลยทีเดียวซึ่งใช้เวลาเวลาไม่นานนัก โอฮาชิ ก็เริ่มเป็นที่รู้จัก จากนั้นเขาก็เดินสายลงแข่งขันรายการต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

    เมื่อย้อนไปในตอนนั้น โอฮาชิ เคยเป็นตัวแทนของญี่ปุ่นมายังประเทศไทยเพื่อลงทำการแข่งขันในรายการชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ เมื่อปี 1985 และได้การคาดหวังว่าจะได้ไปแข่งในกีฬาโอลิมปิก ทว่าน่าเสียดายที่ โอฮาชิ ทำไม่สำเร็จหลังจากที่เขาแพ้ให้กับ มาโมรุ คุโรอิวะ ในการหาตัวแทนของญี่ปุ่น

  จากนั้น โอฮาชิ ได้ผันตัวมาเป็นนักมวยอาชีพ โดยได้เซ็นสัญญาไปค้ากำปั้นที่ กรุง โตเกียว กับทาง โยเนคุระยิม ของ อดีตยอดมวย เคนจิ โยเนคุระ ซึ่งเป็นค่ายมวยเก่าแก่ค่ายนึงของญี่ปุ่นโดยก่อตั้ง ตั้งแต่ในปี 1963   

    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปี 1985 คือวันแรกที่ทาง โอฮาชิ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกำปั้นอาชีพแบบเต็มตัว ด้วยการขึ้นชกเดบิวต์ ซึ่งมีกำหนด 6 ยก กับ มาซาคาซึ อาอิคาตะ แมตช์นี้เขาใช้เวลาแค่เพียง 2 นาที 25 วินาที เท่านั้น ก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แล้ว ซึ่งในขณะนั้นเขามาอายุแค่ 19 ปี แค่นั้นเอง

    ไฟต์ที่ 2 ของ โอฮาชิ ต้องรอ 3 เดือน กว่าจะได้ขึ้นชกอีกครั้ง โดยหนหนี้มีกำหนดการชก 8 ยก แม้ว่าครั้งนี้จะไม่สามารถเอาชนะน็อก ฮิเดโตะ โอซาไน ได้ ทว่าการชกในวันนั้นเขาได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและทรงพลัง จากนั้นเขาไต่เต้าในพิกัด 108 ปอนด์ ขึ้นมาเรื่อยๆ และในที่สุด โอฮาชิ ก็มีโอกาสได้ขึ้นชิงแชมป์โลกสถาบันหลักกับทาง บอง จุน คิม เจ้าของเข็มขัดของ สภามวยโลก รุ่น ไลฟ์ ฟลาย เวท ชาวเกาหลีใต้ ที่ อินชอน ประเทศเกาหลีใต้ 

    ทว่าครั้งนี้ โอฮาชิ ต้องอกหักหลังจากที่เขาโดนแชมป์โลกสอยร่วงในยกที่ 5 จากนั้นอีก 4 ไฟต์ โอฮาชิ ก็ได้โอกาสชิงแชมป์เส้นเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คู่ชกของเขาคือ จุง กู ชาง แชมป์ชาวเกาหลีใต้ ทว่าไฟต์นี้ดีหน่อยที่ได้ชกในประเทศญี่ปุ่น แต่มันก็เป็นเหมือนหนังม้วนเดิมหลังจากโดนแชมเปี้ยนโลกจากแดนโสมน็อกได้ในยกที่ 8 

    หลังจากที่ โอฮาชิ อกหักในการชิงแชมป์โลก ในพิกัด 108 ปอนด์ มาแล้วถึง 2 ครั้ง เขาและทีมงานได้ตัดสินใจลดพิกัดมาชกในรุ่น 105 ปอนด์ ซึ่งเป็นพิกัดที่เล็กที่สุดของมวยสากลอาอีพ โดยครั้งนี้เขาทำได้สำเร็จด้วยการชนะน็อก ชอย จุม ฮวานแชมป์โลกจากเกาหลีใต้ ในยกที่ 9 คว้าเข็มขัดแชมป์รุ่น มินิมั่มเวท ของ สภามวยโลก มาครองจนได้ ด้วยวัยแค่ 24 ปี แต่น่าเสียดายที่เขาสามารถป้องกันตำแหน่งได้แค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากที่โดนผู้ท้าชิงจากแดนจังโก้อย่าง ริคาร์โด้ โลเปซ อัดร่วงพ่ายน็กในยกที่ 5 

    สิ่งที่ โอฮาชิ แสดงให้ทุกคนเห็นคือการไม่ยอมแพ้ของเขา กำปั้นเลือดซามูไรรายนี้กลับมาสู้อีกครั้ง ทว่าหนนี้ขอเบนเข็มไปชิงเข็มขัดของทาง สมาคมมวยโลก (WBA) แทน และใช้เวลา 2 ปี ถึงจะมีโอกาสหวนกลับมาขึ้นชิงตำแหน่งอีกครั้ง โอฮาชิต้องเจอกับแชมป์แดนโสมเหมือนดังทุกๆครั้งก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้แฟนมวยชาวญี่ปุ่นผิดหวังบดแต้มคว้าชัยเหนือ ชอย ฮิ ยอง มาแบบเอกฉันท์ คว้าแชมป์โลกของ สมาคมมวยโลก มาครองได้อีกครั้งซึ่งเป็นสมัยที่ 2 ของเขา 

    โดยคู่ชกในการป้องกันตำแหน่งครั้งแรกของเขาคือ ชนะ ป.เปาอินทร์ นักชกในสังกัดของ “แชแม้” นิวัฒน์ เหล่าสุวรรณวัฒน์ ไฟต์นี้จบลงด้วยน้ำตาของ โอฮาชิ หลังจากที่เขาต้องพ่ายคะแนนให้กับ มวยจอมอึดจากเพชรบูรณ์ ไปแบบไม่เอกฉันท์ด้วยคะแนน (112-117,114-114และ111-118) ซึ่งนั้นเป็นการชกครั้งสุดท้ายของ โอฮาชิ และปิดฉากอาชีพการค้ากำปั้นของเขาไปตลอดกาล ด้วยวัยแค่ 27 ปี เท่านั้น 

    แม้ว่า โอฮาชิ ยังคงตั้งใจที่จะกลับมาทวงเข็มขัดแชมป์คืนมา ทว่าเขากลับต้องยอมตัดใจเกษียณตัวเอง หลังจากที่ตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับดวงตาของเขา ซึ่งต่อมา โอฮาชิ ได้จัดงานแถลงข่าวในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ปี 1994 เพื่อประกาศปิดฉากเส้นทางกำปั้นอย่างเป็นทางการ หลังจากโลดแล่นบนสังเวียนเกือบ 1 ทศวรรษ  
    
    แม้อาชีพบนสังเวียน โอฮาชิ จะจบลงทว่าเขายังคงอยู่ในวงการมวยเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนบทบาทจากนักมวยมาเป็น โปรโมเตอร์ พร้อมกับก่อตั้งค่าย โอฮาชิยิม ในเวลาต่อมา ปัจจุบัน โอฮาชิยิม เป็นหนึ่งในค่ายมวยอันดับต้นๆของญี่ปุ่น โดยมีนักชกชื่อดังอย่าง นาโอยะ อิโนเอะ และ อากิระ ยาเอะงาชิ อยู่ในสังกัด

    อย่างไรก็ตาม โอฮาชิ ยังดำรงตำแหน่งสำคัญในแวดวงมวยของญี่ปุ่น ซึ่งได้ทำงานร่วมกับสหพันธ์มวยญี่ปุ่น เพื่อให้มือสมัครเล่นและมืออาชีพฝึกฝนร่วมกัน ผลงานของเขาในฐานะโปรโมเตอร์ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นเบอร์ 1 ของเอเชีย หลังจากขับเขี้ยวกับ ไทย และ ฟิลิปปินส์ มาอย่างยาวนาน นอกจากนี้มวยสร้างของ โอฮาชิ อย่าง นาโอยะ อิโนเอะ ถูกจัดอันดับจาก เดอะ ริง สื่อชื่อดังวงการมวย ให้เป็นอันดับ 2 มวยที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์อีกด้วย 

ขอบคุณแหล่งที่มา siamsport

Digiqole ad

Related post